วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

โลกและ AEC


สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ผมจะมาถ่ายทอดแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับความเป็นไปในโลกเรานี้แหละ
โลกเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
From Commodity Based to High Value added Based
แต่เดิมโลกมีระบบเศรษฐกิจที่เรียกว่า Commodity Based พูดง่ายๆคือ จับกังอีโคโนมี่ มุ่งใช้แรงงานอย่างเดียว
ไม่มีคำว่า Knowledge ไม่มีคำว่า creative ไม่มีคำว่ารัก อ๋อ อันนี้ไม่ใช่นะ
แล้วโลกมีแนวโน้มมุ่งไปสู่สิ่งใด
ไปสู่ High Value added Based ครับ
 High Value added Based ยังแบ่งได้เป็น
-Product ต้องเพิ่มคุณค่าให้ผลิตภัณฑ์ หากินจากมันสมอง ไม่ใช่หากินจากแรงงาน
หากินด้วยการใส่องค์ความรู้เข้าไปในผลิตภัณฑ์
-Service หรือเศรษฐกิจภาคบริการนั่นเอง
การเจริญเติบโตของภาคบริการเป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งสำหรับการพัฒนาประเทศ
ภาคบริการของไทยมีสัดส่วน เป็น 48% ของ GDP
ประเทศที่พัฒนาแล้วมีสัดส่วนภาคบริการมากกว่า 60% ของ GDP
ถ้าอยากจะอยู่รอดอยากเติบโตต่อไปต้องมุ่งสู่ความเป็น Service
ตัวอย่างของภาคบริการคือ
-Tourism การท่องเที่ยว
อันนี่พี่ไทยถนัดอยู่แล้ว มีรายได้จากนักท่องเที่ยว แต่อย่าให้ถึงกับชวนนักท่องเที่ยวมาเที่ยวไทยเพื่อหาประสบการณ์ในการตายนะครับ
-Commercialized spot
มาแข่งกีฬาแล้วรวย พี่ไทยรวยไงครับ
เชิญทีมฟุตบอลดังจากต่างประเทศมาแข่ง เก็บค่าดู หรือชวนมาแข่งรถที่บุรีรัมย์ มีสนามแข่งอยู่แล้ว
-Education เรียนแล้วรวย พี่ไทยนั่นแหละที่รวย มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งอยากมาเปิดสาขาที่ไทย นักศึกษาที่มาเรียนจะไปชอบปิ้งที่ไหนครับ
ก็ต้องที่ร้านค้าสะดวกซื้อ เรียนสนุก นั่งลุกสบาย รีไทร์ลำบาก ต้องมาเรียนที่เมืองไทย
-Communication
การให้บริการด้านการสื่อสาร โทรศัพท์ไร้สาย 3G 4G รวมความถึงเคาเตอร์เซอร์วิสออนไลน์ ให้บริการเติมเงิน รับชำระค่าสาธารณูปโภคต่างๆ
นี่เป็นตัวอย่างให้ท่านได้ทราบถึงเศรษฐกิจภาคบริการ
From Domestic Player to International Player
มุ่งสู่ความเป็นผุ้เล่นระดับนานาชาติ
-ASEAN  การรวมตัวกันเปนประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)ในปลายปี 2558 จะไม่สิ้นสุดแค่นั้น
จะต้องมีกิจกรรมต่างๆดำเนินไปอีกมากมาย เอาแค่ว่าแค่ละประเทศพร้อมหรือยังที่จะรวมกัน ก็มีปริมาณงานหรือสิ่งที่จะต้องทำอีกเยอะ
ผมอยากให้มาช่วยกันดูแนวคิด Mainland ASEAN Strategy หมายถึง CLMV + T
 กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม + ไทย
เพราะว่าพื้นที่ติดต่อถึงกัน เครื่องบินไปตกที่ไหน ถ้ารอดตายก็เดินกลับบ้านได้
ประชากรทั้ง ๕ ประเทศ รวมกันแล้ว ประมาณ 240 ล้านคน ใกล้เคียงกับอินโดนีเซีย
ไทยมีข้อได้เปรียบเรื่องที่ตั้งและมีเส้นทางคมนาคมขนส่งเชื่อมต่อไว้แล้ว แม้ยังไม่ค่อยสมบุรณืในเวลานี้
แต่ในอนาคตก็ต้องสะดวกขึ้น
-ASIA ที่ต้องศึกษาคือ เอเซียใต้ แต่เดิมความสำคัญอยู่ที่เอเซียตะวันออก เกาหลี ญี่ปุ่น
ตอนนี้ต้องศึกษาอินเดีย
อินเดีย ประเทศแห่ง ๕๐ กิโลเมตร เปลี่ยนภาษา ๑๐๐ กิโลเมตรเปลี่ยนวัฒนธรรม
GDP ของอินเดีย มีมูลค่า 1.8 ล้านล้าน US$
GDP ของเกาหลีใต้ มีมูลค่า 1.3 ล้านล้าน US$
แสดงว่าเศรษฐกิจอินเดียโตกว่าเศรษฐกิจเกาหลีใต้
อินเดีย นโยบายใหม่ของนายกคนใหม่
นายกรํฐมนตรี นเรนทรา โมดี ได้ประกาศนโนบายที่สำคัญของอินเดียดังนี้
Delhi-Mumbai Industrial Corridor(DMIC)
100 Smart City
Bullet Train
Delhi-Mumbai Industrial Corridor(DMIC)
ในระหว่างเส้นทางจาก เดลฮีไปมุมไบ นอกจากการคมนาคมขนส่งยังมีนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ
ดังนั้น โครงการ DMIC จะเป็นโครงการระเบียงเศรษฐกิจที่ทำให้รัฐมหาราษฏร์สามารถเพิ่มผลผลิตทางอุตสาหกรรมได้อีกว่า ๒๐ ล้านล้านรูปี
ในระยะเวลา ๓๐ ปี และจะมีความต้องการแรงงานและการผลิตกว่า 2.3 ล้านตำแหน่ง ซึ่งโครงการดังกล่าว เป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน
ที่มีมูลค่ากว่า USD 90 billion ระยะทางทั้งหมด 1500 กิโลเมตร
100 Smart City
Smart city 100 เมืองของโมดี จะประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและการวางแผนจัดการอย่างเป็นระบบตัวอย่างเช่น
ระบบมอนิเตอร์ระดับน้ำในแม่น้ำ ปริมาณการใช้ไฟ้า และความหนาแน่นของการจราจร ระบบนำทาง ระบบกล้องวงจรปิดสอดส่องความสงบเรียบร้อย
ไปจนถึงระบบเก็บเก็บขยะอัตโนมัติ ซึ่งโครงการดังกล่าวนายโมดีได้วางแผนจะให้แล้วเสร็จภายในปี 2020


Bullet Train
นายโมดีได้ประกาศสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงเมืองต่างเป็นรูปสี่เหล่ียมข้าวหลามตัด
เริ่มจาก Delhi ไป Mumbai
จาก Mumbaiไป Chennai
จาก  Chennaiไป Kolkata
จาก Kolkata กลับไป Delhi
นโยบายนี้จะแก้ไขปัญหาหลักอย่างหนึ่งของอินเดียคือ ระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่ทั่วถึง

ช้างสารอย่างอินเดียเริ่มขยับตัวแล้วพี่ไทยยังรออะไรอยู่ อ่อ รอเป็นหญ้าแพรกให้ช้างเหยียบ
โอกาสของผู้ประกอบการไทย ยังมีในการเข้าไปลงทุน โดยเฉพาะภาคตะวันออกของอินเดีย
ปัจจุบันในอินเดียมีประชากรที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปีอยู่มากกว่า 60% ของประชากรทั้งหมด 1,260 ล้านคน
และประชากรอินเดียจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 150 ล้านคน ในช่วงปี 2011-2020
อินเดียต้องการสร้างงานปีละประมาณ 15 ล้านตำแหน่งเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของประชากร
นั่นหมายความว่าจะมีคนอีกหลายล้านคนที่มีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้นในอินเดีย
-Global จีนจะออกมาเป็นผู้เล่นระดับโลก
จะออกมาลงทุนต่างประเทศ ขณะนี้จีนก็พยายามแผ่อิทธิพลไปทั่วโลก
โดยเฉพาะทวีปแอฟริกาที่มีทรัพยากรมาก ต่อไปถ้าหลงทางในทวีปแอฟริกา อาจต้องถามทางเป็นภาษาจีน

สำหรับจีนนอกจากเตรียมตัวไปลงทุนต่างประเทศแล้ว
ยังจัดระบบระเบียบภายในประเทศด้วย โดยสร้างความพออยู่พอกินอย่างทั่วถึง
เพิ่มความเข้มข้นของการพัฒนาเศรษฐกิจภาคกลางให้ทันกับภาคตะวันออก
จีนโตเร็วเพราะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งออก โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ชายฝั่งตะวันออกของจีนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ผิดกับในแผ่นดินใหญ่ที่ลึกเข้าไปคือภาคกลาง และภาคตะวันตก
ที่ยังเติบโตทางเศรษฐกิจน้อย
ปัจจุบันจีนเพิ่มสิ่งอำนาจการซื้อภายในประเทศโดยสร้างเมืองในรูปแบบใหม่ ส่งเสริมแรงงานชนบทเข้าสู่เมืองขนาดกลาง
คนชนบททำงานตามฤดุกาล เมื่อมาอยู่ในเมืองขนาดกลางจะทำงานได้ทุกฤดูกาล
การสร้างเมืองแนวใหม่จะเป็นตลอดแนวภาคกลาง เริ่มจากหัวมังกรคือ เซี่ยงไฮ้ ลึกเข้าไปถึง อันอุย อู่อั่น ฉงชิ่ง และซื่อชวน
หรือเสฉวนที่ตั้งของก๊กเล่าปี่นั่นเอง
แนวทางการพัฒนาของแต่ละมณฑลเป็นไปตามจุดแข็งหรืออุตสาหกรรมหลักที่อยู่ในเมืองนั้น สุดท้ายแล้วคือ
การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนในภาคกลางและภาคตะวันตก
ซามูไรยิงธนู
เมื่อ ซินโซะ อาเบะ รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น เป็นครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๕
ได้ประกาศแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่น และได้รับการขนานนามว่า"Abenomics"
ซึ่งได้จัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์การฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่แบ่งออกเป็น 3 มาตรการหลัก
เปรียบเหมือนธนู 3 ดอก (3 arrows) เพื่อขจัดภาวะเงินฝืดควบคู่กับการสร้างความเจริญเติบโต
อย่างยั่งยืนของประเทศญี่ปุ่น
ธนูดอกที่ ๑ มาตรการทางการเงินขนาดใหญ่
ธนูดอกที่ ๒ นโยบายการคลังเชิงรุก
ธนูดอกที่ ๓ กลยุทธสร้างการเจริญเติบโต
           ธนูดอกที่ ๓ มี สามแฉก ประกอบด้วย แผนฟื้นฟูอุตสาหกรรมญี่ปุ่น แผนการสร้างตลาดเชิงกลยุทธ และแผนการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ
Going Greener
ตอนนี้โลกบอบช้ำมาก
ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะมีมากขึ้น ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆอีก ๕๐ ปี นับจากนี้จะอยู่โลกนี้ลำบาก
การพัฒนาอุตสาหกรรมทำให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซอื่นๆไปทำลายชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลก
ทำให้รังสี UVA UVB ทะลุเข้ามา ทำให้โลกร้อนขึ้น
มีข่าวลือว่าอีก ๕๐ ปี กรุงเทพจะอยู่ใต้ระดับน้ำทะเล 7-8 เมตร ใครจะซื้อคอนโดให้ซื้อที่ชั้น ๔
เปล่าไม่ได่อยู่เอง แต่เอาไว้ปล่อยให้คนที่อยู่ชั้น ๕ เช่าเป็นท่าจอดเรือ
Socially Acceptable
ทำอะไรต้องเป็นที่ยอมรับจากสังคม ปัญหาถัดมาคือสังคมยึดคุณค่าอะไร
สังคมจะยอมรับไหมที่จะอยู่อย่างไม่เบียดเบียนกัน
From Cost Effectiveness and Economies of Scale to
Innovation Orientation and Economies of Speed
อีกสิ่งที่ต้องทราบไว้คือการเปลี่ยนแปลงจาก Cost Effectiveness ต้นทุนการผลิต
และ Economy of Scale ผลิตให้เยอะเพื่อลดต้นทุน เป็นปลาใหญ่
ถ้าเป็นปลาใหญ่แต่ช้าก็ถูกกินอย่างเดียว ต้องใส่นวัตกรรม Innovation Orientation
และเร่งความเร็วในการผลิตเป็น Economy of Speed
คนจะเปลี่ยนอย่างไร
แล้วจะทำอย่างไรต่อไป
เมื่อโลกเปลี่ยนไปแล้ว คนจะเปลี่ยนไปอย่างไร
1 บริหารความเสี่ยงให้ดีขึ้น(Better Risk management)
ความเสี่ยงมี ๒ แบบ
-Economic Risk
ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจทั้ง ภายในประเทศ และ ภายนอกประเทศ
-Non-economic Risk
ความเสี่ยงที่ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ เช่น อากาศเปลี่ยน โลกร้อน แผ่นดินไหว
ตัวอย่างของความเสี่ยงทางเศรษฐกิจคือ กรณีประท้วงของประชาชนฮ่องกงต่อจีน
ฮ่องกงคือ Mini Wall Street และ Mini London
เป็นการชุมนุมทุนก่อนเข้าจีน ธนาคารทั่วโลกตั้ง head office ที่ฮ่องกง
เมื่อเกิดประท้วงอย่างนี้ก็กระทบกระเทิอนประเทศที่เกี่ยวข้องไปทั่ว
แล้วมันจะจบลงอย่างไร
ถามเองก็ต้องตอบเอง
เรื่องนี้เป้นเหมือนไฟสุมขอน อีก ๓ ปี ต้องใช้ความสามารถในการบริหารจัดการ
คงจบลงชั่วคราว ทั้งจีนและอ่องกงต้องไปหาทางออกร่วมกัน
2 มีความเข้มแข็งและยืดหยุ่น
เหมือนตึกใหญ่ในญี่ปุ่น เจอแผ่นดินไหวโอนเอนแต่ไม่ล้ม
2.1 การบริหาร Supply chain
เพราะไม่เหมือนเดิม
แต่เดิมต้นตอของ Supply Chain คือจีน จีนถูกกล่าวขวัญว่า เป็นโรงงานผลิตของโลก
มีหลายประเทศไปตั้งโรงงานผลิตสินค้าที่จีน
แต่ปัจจุบันนี้ญี่ปุ่นถอนตัวจากจีน
จีนซึ่งเป็นโรงงานผลิตของโลกจะไม่เหมือนเดิม
ญี่ปุ่นจะมาอาเซียนและกำลังศึกษาลู่ทางไปอินเดีย
2.2 มีความคล่องตัวในการรองรับการเปลี่ยนแปลง
-ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจภายในประเทศ จะไปรอดไหม นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ของรับบาลจะได้ผลอย่างไร
เศรษฐกิจภายนอกประเทศ
เกิดเป็นประชาคมอาเซียน (AEC) 31 ธันวาคม 2015
ญี่ปุ่นใช้นโยบาย ABENOMICS เมื่อยุบสภากลางเทอม ปลายปี 2557 จะได้กลับมาเป้นรับบาลหรือเปล่า
ธนู 3 ดอก ที่ใช้พลิกฟื้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะเข้าเป้าไหม
จีนออกไปลงทุนต่างประเทศ ไทยจะไปร่วมลงทุนบ้างไหม หรือจะไปขัดผลประโยชน์กับไทยในประเทศที่สามหรือเปล่า
อินเดีย พญาช้างสารกำลังพลิกตัว ต้องการสร้างงานปีละ 15 ล้านตำแหน่ง
คนเหล่านี้มีกำลังซื้อมาก เราจะไปขายอะไรให้
3 วัฒนธรรมองค์กรที่ยืดหยุ่น
ท่านจะต้องบอก ถ่ายทอดให้ทีมงานรู้จักบริหารความเสี่ยง(ศีล) มีความเข้มแข็งและยืดหยุ่น (สมาธิ) จึงจะเกิดวัฒนธรรมองค์กรที่ยืดหยุ่น(ปัญญา)
สรุป โลกเปลี่ยน คนก็ต้องเปลี่ยน ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา จึงจะอยู่รอดและสเร็จแน่นอน ขอบคุณครับ
จนกว่าจะพบกันใหม่